วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บันทึกอนุทินครั้งที่ 16


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 16🌻
วันที่ 24 เดือนเมษายน 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


💜 💙 💜 💙 💜 💙 💜 💙 💜 💙 💜 💙 💜 💙




💛เรื่องราวในวันนี้💛

            👱👱👱 คาบนี้เป็นการจัดการเรียนการสอนครั้งสุดท้าย โดยใช้โปรแกรมZoomเช่นเคย ต้นชั่วโมงอาจารย์ได้พูดคุยสนทนากับนักศึกษาและได้อธิบายเกี่ยวกับงานการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยให้เพิ่มเติม และตรงไหนที่ยังไม่เข้าใจอาจารย์ก็ได้เปิดโอกาสให้ถามได้ พอท้ายคาบอาจารย์ก็ได้กำหนดวันส่งงานทั้งหมดและบอกแนวข้อสอบปลายภาค

         💜💜💜 สำหรับการเรียนการสอนในรายวิชานี้ฉันรู้สึกสนุกและเอนจอยมาก ไม่รู้สึกเครียดหรือกังวลแต่อย่างใด ฉันได้รับความรู้และประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นในเรื่องของพฤติกรรมเด็กในรูปแบบต่างๆอย่างเจาะลึกได้ทราบถึง การสังเกตพฤติกรรมเด็ก เครื่องมือการสังเกต และวิธีการสังเกต ถึงแม้ว่าช่วงหลังๆในเดือนเมษายนนี้จะเกิดอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ ทำให้ไม่สามารถลงพื้นที่ทำการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ก็ตาม แต่อาจารย์ก็ได้มีแนวทางการแก้ปัญญาได้เป็นอย่างดี และส่งผลดีต่อตัวนักศึกษาเช่นกัน และแน่นอนความรู้ ประสบการณ์ที่ฉันได้รับจากการเรียนวิชานี้ ฉันจะนำไปประยุกต์ใช้และเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานในอนาคตข้างหน้าให้เกิดผลประโยชน์ที่สุด....


💛การประเมิน💛

💜เพื่อน : สำหรับการเรียนในรายวิชานี้เพื่อนๆตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี มีความสุขและสนุกกับการเรียน

💚ตนเอง : มีความสุขและสนุกกับการเรียน ไม่เครียดและตั้งใจเรียนและทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จแต่ยังมีข้อบกพร่องในบางครั้งบ้าง

💙อาจารย์ : อาจารย์จัดการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี อธิบายในส่วนของเนื้อหาได้เข้าใจชัดเจน มีสื่อประกอบการเรียนการสอนทุกคาบ เข้าสอนตรงเวลาและแต่งกายสุภาพเรียบร้อย มีการพูดจาที่ฉะฉาน มอบหมายงานได้เหมาะสมไม่ยากไม่ง่าย 







💛 💚 💛 💚  💛 💚 💛 💚 💛 💛  💚 💛 💚 💛 💚

บันทึกอนุทินครั้งที่ 15


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 15🌻
วันที่ 17 เดือนเมษายน 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼


🌳เรื่องราวในวันนี้🌳

          🍭🍭🍭 วันนี้มีการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์โดยโปรแกรม Zoom จากที่อาจารย์ได้มอบหมายให้นักศึกษาส่งแบบบันทึกการสังเกตฤติกรรมเด็กคนละ 1 ครั้ง คาบนี้อาจารย์เลยทำการสุ่มตัวอย่างการบันทึกการสังเกตของนักศึกษา 5 คน เพื่อนำมาให้เพื่อนๆได้เห็นกัน โดยหลังจากที่ได้เห็นตัวอย่างการบันทึกของเพื่อนๆแล้ว อาจารย์ได้อธิบายเพิ่มเติมในหลักการเขียนบันทึกให้นักศึกษาได้เข้าใจมากขึ้นดังนี้

         💛  การบันทึกการสังเกตด้านสติปัญญาในเรื่องของภาษา ควรจะเจาะลึกตรงที่ภาษาเป็นหลัก เช่น พฤติกรรมการถาม-ตอบ การพูดสนทนากัน การอ่าน-การเขียน
การบันทึกการสังเกตด้านสติปัญญาในเรื่องของศิลปะ ควรเจาะลึกลงไปที่พฤติกรรมที่เด็กได้กระทำ กระบวนการศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำพู่กันมาวาดรูป การระบายสี พ่นสี การตัดกระดาษติดปะ เป็นต้น
          💛  การบันทึกการสังเกตด้านสติปัญญาในเรื่องของคณิศาสตร์ ควรเจาะลึกไปถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสระคณิตศาสสตร์ เช่น การนับจำนวน การเขียนตัวเลข รูปทรง การตาดคะเน ให้อธิบายเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ให้เห็นเด่นชัดขึ้นมา
         💛   การบันทึกการสังเกตด้านสังคมในเรื่องของการแสดงบทบาทสมมุติ ในการเขียนการบันทึกนี้ไม่มีการเจาะจงไปด้านใดด้านหนึ่ง แต่สามารถเขียนอธิบายได้หลายๆด้านรวมกัน เป็นการสังเกตและบันทึกถึงกระบวนการขั้นตอนของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
          💜  ซึ่งที่นักศึกษาได้ส่งงานมาจะเป็นแบบบันทึกระเบียนพฤติการณ์ทั้งสิ้น อาจารย์ได้อ่านงานและบอกว่าส่วนมากนักศึกษาเขียนออกมาได้โอเค เริ่มที่จะเข้าใจบ้างแล้ว แต่อาจารย์ได้เน้นย้ำในเรื่องของการบันทึกที่ตรงประเด็น สังเกตอะไรให้เน้นตรงนั้นเป็นหลัก นักศึกษาบางคนยังเขียนและอธิบายออกมากว้างเกินไป ให้ใส่รายละเอียดของพฤติกรรมนั้นให้แคบลงกว่านี้ อะไรที่เราไม่ได้สังเกตไม่ต้องอธิบายรายละเอียดมาก

            🌲🌲🌲 สุดท้ายอาจารย์ได้อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องการสังเกตพฤติกรรมเด็กแบบต่อเนื่องอีกครั้ง ตั้งประเด็นหรือพฤติกรรมที่จะทำการสังสังเกตซึ่งต้องเป็นประเด็นเดียวกันทั้ง 5 เหตุการณ์ แล้วนำมาประติดประต่อกันนั่นเอง





🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼





บันทึกอนุทินครั้งที่ 14


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 14🌻
วันที่ 10 เดือนเมษายน 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


💙 💙 💙 💙 💙 💙 💙 💙 💙 💙 💙 💙 💙 💙


🌲เรื่องราวในวันนี้🌲

             🍑🍑🍑  คาบนี้อาจารย์ได้จัดการเรียนการสอนผ่านโปรแกรม Zoom อาจารย์ได้พูดคุยทักทายกับนักศึกษาเสร็จแล้วก็ได้ถามไถ่ความคืบหน้าของการสังเกตพฤติกรรม และอธิบายรายละเอียดเรื่องงานที่มอบหมายได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งอาจารย์คาดว่านักศึกษาส่วนมากยังไม่เข้าใจในการทำแบบสังเกตพฤติกรรมดีนัก ทั้งนี้อาจารย์ได้้ปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ถามข้อสงสัยเกี่ยวกับงานด้วย








💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙


บันทึกอนุทินครั้งที่ 13


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 13🌻
วันที่ 3 เดือนเมษายน 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💜 💛 💜 💛


🌲เรื่องราวในวันนี้🌲

            🍑🍑🍑 คาบนี้ยังมีการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เช่นเดิม อาจารย์ได้ไลฟ์สดผ่านเฟสบุ๊ก พูดคุยและมอบหมายงานคือทำการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยแต่เนื่องจากสถานการณ์โควิดยังไม่ดีขึ้น จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่ต้องสังเกตเด็กที่โรงเรียนสาธิต มาเป็นการสังเกตผ่านเฟสบุ๊กแทน ซึ่งเด็กๆที่จะถูกสังเกตนั้นคือลูกสาวของครูเหมี่ยวเพื่อนของอาจารย์นั่นเอง ครูเหมี่ยวจะทำการไลฟ์สดเรื่องราวของลูกๆ การทำกิจกรรมต่างๆ ให้นักศึกษาได้เข้ามาทำการสังเกตกัน ซึ่งให้นักศึกษาสามารถเลือกสังเกตพฤติกรรมได้ 1 คน
อาจารย์ได้กำหนดแบบสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยให้ทั้งหมด 4 แบบ
1.แบบสังเกตพฤติการณ์ : สังเกตทั้งหมด 5 ครั้งไม่ซ้ำกัน
2.แบบสังเกตพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง : สังเกตอย่างต่อเนื่อง 5 เหตุการณ์ไม่ซ้ำกัน
3.แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม : สังเกตโดยรวม 1 ครั้ง
4.แบบตรวจสอบรายการ : จะเป็นบทสรุปของการสังเกตทั้งหมด

🍑🍑🍑โดยอาจารย์ได้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับเด็กๆ ดังนี้
1.อัสมี่ เกิด5กันยายน2557 อายุ5ปี7เดือน  (อัสมี่จะเป็นเด็กค่อนข้างจะเงียบ อารมณ์ เรียกร้อง โมโห แรง)
2.มีอา เกิด25ธันวาคม2558อายุ 4ปี4เดือน (มีอาจะเป็นประมาณเป็นเด็กมีสมาธิในการทำงาน ตั้งใจ แต่อย่าไปแหย่ ไปแกล้งเทอนะ โมโหร้าย)
3.นาดา เกิด6สิงหาคม 2560อายุ2ปี8เดือน (นาดาเอาแต่ใจตัวเอง ที่บ้านตามใจเยอะ)




💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💜 💛


บันทึกอนุทินครั้งที่ 12


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 12🌻
วันที่ 27 เดือนมีนาคม 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



💙 💛 💙 💛 💙 💛 💙 💛 💙 💛 💙 💛 💙 💙



👱เรื่องราวในวันนี้👱


          💜💜 คาบนี้อาจารย์ได้ไลฟ์สดผ่านเฟสบุ๊ก สอนหัวข้อเรื่อง ปัญหาพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กปฐมวัย โดยสามารถสรุปเนื้อได้ดังนี้ 


🍑ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมเด็ก
     1. สภาพแวดล้อม
     2. โรงเรียน
     3. บ้าน
🍑ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดูแลเด็ก
- พ่อแม่
- จิตวิทยาการเลี้ยงดู
- ความรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแลเด็ก
- การเลี้ยงดูเด็กที่ผิดปกติ
- ความผูกพันและวิธีการดูแลที่เหมาะสม


หลักสังเกตว่าพฤติกรรมใดเป็นปัญหาพิจารณาได้จาก
        1. อายุและเกณฑ์ปกติของพัฒนาการ
        2. ชนิดของพฤติกรรม
        3. ความบ่อยหรือความถี่ของพฤติกรรม
        4. ความรุนแรงที่แสดงออก
        5. ที่ความอดทนของพ่อแม่ ครู ผู้ดูแลเด็ก



🌲พฤติกรรมของเด็ก
- เด็กพูดปด มีวิธีแก้ไขคือ พ่อแม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก
- เด็กเล่นอวัยวะเพศ พฤติกรรมนี้จะพบบ่อยในช่วงอายุ 3-5 ปี
          สาเหตุ : เหงา ว้าเหว่ กังวล ว่างเกินไป
          การดูแลแก้ไข : อธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่าไม่เป็นอันตรายและไม่ใช่ความผิดปกติทางเพศ. ไม่ควรดุด่าหรือลงโทษ แก้ไขที่สาเหตุหลีกเลี่ยงสิ่งที่มากระตุ้นต่างๆและเบี่ยงเบนความสนใจ
- เด็กดื้อ
            สาเหตุ : การเลี้ยงดูเด็กที่ไม่เหมาะสม
            การดูแลแก้ไข : ยอมรับลักษณะเด็กตามวัย พูดกับเด็กให้ชัดเจนเข้าใจง่ายไม่บ่นพร่ำเพื่อ ไม่ใช้อารมณ์เอาชนะ ปรับพฤติกรรมการเลี้ยงดูให้เหมาะสมไม่เข้มงวดและไม่ปล่อยปะละเลย
- เด็กก้าวร้าว
             สาเหตุ : ปัจจัยทางด้านครอบครัว การเลี้ยงดู
             การดูแลแก้ไข : สังเกตและแก้ไขตอนที่เริ่มจะเป็น ไม่ให้เด็กทำลายสิ่งต่างๆรอบตัว หรือทำลายข้าวของฝึกฝนให้เด็กรู้จักควบคุมตนเอง ไม่ลงโทษโดยการตี ห้ามเด็กทุกครั้งเวลามีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวให้เด็กเห็น และระมัดระวังให้เด็กอ่านหรือดูสื่อต่างๆ
- เด็กเบื่ออาหาร
              สาเหตุ : การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย และความเป็นตัวเองมากขึ้น
              การดูแลแก้ไข : ตรวจสอบร่างกายเด็กให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ควรให้เด็กทำกิจกรรมอื่นร่วมกับการกินข้าว
- เด็กร้องกลั้นหายใจ
              การดูแลแก้ไข : หลีกเลี่ยงเหตุกระตุ้นที่ทำให้เด็กโกรธแต่ไม่ใช่ตามใจและใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ
- เด็กร้องอาละวาด : พบบ่อยในช่วงอายุ 2-5 ปี
              การดูแลแก้ไข : หลีกเลี่ยงการยั่วให้โกรธหรือขัดใจเบี่ยงเบนความสนใจโดยใช้วิธีอธิบายสั้นๆไม่ตามใจในสิ่งที่เด็กเรียกร้อง
- เด็กดูดนิ้ว
             ผลเสียจากการดูดนิ้วคือปัญหาทางฟัน และการเกิดภาวะผิดรูปของนิ้ว
             การดูแลแก้ไข : ใช้วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจ และควรมองหาที่สาเหตุมากกว่าพฤติกรรมการดูดนิ้ว พร้อมทั้งให้คำชื่นชมเมื่อเด็กไม่ดูดนิ้ว
- เด็กขี้อาย
             สาเหตุ : ทัศนคติการเลี้ยงดู กรรมพันธุ์
             การดูแลแก้ไข : ให้เด็กเข้าร่วมกลุ่มและเล่นหรือทำกิจกรรมกับเด็กอื่นตั้งแต่อายุ 1 ถึง 2 ปี เปิดโอกาสให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง
- เด็กไม่ยอมนอน
             การดูแลแก้ไข : สร้างสุขนิสัยการนอนที่ดีให้กับเด็ก ให้เด็กมีกิจกรรมที่เหมาะสมในตอนกลางวัน
- เด็กพูดช้า
             สาเหตุ : การได้ยินผิดปกติ ปัญญาอ่อน สมองพิการ ออทิซึม
             การดูแลแก้ไข : สร้างโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องภาษา พยายามพูดให้ชัดเจน แล้วเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับเด็ก





บันทึกอนุทินครั้งที่ 11


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11🌻
วันที่ 20 เดือนมีนาคม 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼



🍑เรื่องราวในวันนี้🍑

         🌻🌻🌻 คาบนี้ได้มีการจัดการเรียนการสอบแบบออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด 19 ในช่วงนี้จึงไม่สามารถที่จะเรียนตามปกติได้ โดยอาจารย์ได้ทำการไลฟ์สดผ่านเฟสบุ๊ก ซึ่งคาบนี้จึงไม่ได้มีอะไรมาก อาจารย์ได้ชี้แจงรายละเอียดการเรียนในครั้งต่อๆไป และเชคชื่อพบปะพูดคุยกับนักศึกษากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้




🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲 🌼 🌲

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10🌻
วันที่ 13 เดือนมีนาคม 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼



🍑เรื่องราวในวันนี้🍑


      💜💜💜 คาบนี้อาจารย์ได้ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มนำเสนอวิจัยที่ได้ไปศึกษาค้นคว้ามา ซึ่งกลุ่มของฉันสามารถสรุปวิเคราะห์วิจัยได้ดังนี้

💙 งานวิจัย เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต...
💙 การศึกษาระดับ:ปริญญาการศึกษามหาบันฑิต
💙 มหาวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนคินทรวิโรฒ
💙 ชื่อผู้วิจัย: ศรีวิไล เชาวน์ปรีชา
💙 ปีการศึกษา:2550

🌲ความสำคัญ
- ความสำคัญ
        ผลการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตจะส่งผลต่อการพัฒนาพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัย
จากการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตจะเป็นแนวทางประโยชน์ต่อครูผู้สอน ตลอดจนบุคคลที่กี่ยวข้องกับ
การศึกษาจะนำไปใช้ เป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาให้เด็กปฐมวัยเกิดพฤติกรรมความสุขต่อไป
- ปัญหา
ประเด็นที่1 ปัญหาทางสังคมเพิ่มมากขึ้น
ประเด็นที่ 2.ผู้สอนเน้นการจัดการเรียนรู้ด้านเนื้อหามากกว่าการลงมือปฏิบัติ

🌲วัตถุประสงค์ของการวิจัย
        เพื่อศึกษาพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต โดยรวมและจำแนกเป็นรายด้าน คือ ด้านสนุกสนานกับประสบการณ์แห่งความสุข ด้านเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับความสุข และด้านเสริมสร้างทักษะทางสังคมสำหรับความสำคัญที่มีความสุข

🌲ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
          ผู้วิจัยคาดหวังว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตจะมีมีพฤติกรรมความสุขสูงขึ้น
ขอบเขตการวิจัย
        นักเรียนชาย-หญิงอายุระหว่าง 5-6 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว แขวงบางหว้าเขตภาษีเจริญกรุงเทพมหานครสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครซึ่งได้มาจากการสุ่ม 2 ขั้นตอนดังนี้
      1.สุ่มแบบกลุ่ม โดยการจับฉลาก 1 ห้องเรียนจากจำนวน 4 ห้องเรียน
      2.สุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากนักเรียนห้องที่สูงได้ในข้อ 1 เพื่อจัดเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน

🌲ตัวแปรที่ศึกษา
     1.ตัวแปรอิสระ  ได้แก่ การใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต
     2.ตัวแปรตาม ได้แก่ พฤติกรรมความสุข

🌲นิยามศัพท์เฉพาะ
          1. เด็กปฐมวัย หมายถึง นักเรียนชาย-หญิงอายุระหว่าง 5-6 ปีกําลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขํา) แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ
กรุงเทพมหานคร สังกัดสํานักการศึกษากรุงเทพมหานคร
          2. พฤติกรรมความสุข หมายถึงการแสดงออกมาที่สะท้อนถึงความสุขอยู่ในระหว่างที่ได้จัด
กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต
          3. กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต หมายถึงกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่กระตุ้นให้
เด็กเกิดความตระหนักและสะท้อนคุณค่าเพื่อชีวิตทั้งในชีวิตส่วนตัวและเกี่ยวข้องกับสังคม จากการลง
มือปฏิบัติ



🌲สมมติฐานของการวิจัย
      เด็กปฐมวัยที่ได้รับการใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตมีพฤติกรรมความสุขสูงขึ้น
ทฤษฎีทางการศึกษาพฤติกรรมที่นำมาใช้
              1. ทฤษฎีพัฒนาการและการเรียนรู้ทางจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
              2. ทฤษฎีด้านความต้องการพื้นฐานกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

🌲วิธีการดำเนินการวิจัย
- ประชากร
            ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย -หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว(จีบ ปานขำ)แขวงบางหว้าเขตภาษีเจริญกรุงเทพมหานคร
สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครจำนวน 4 ห้องเรียนจำนวนนักเรียน 140 คน
- กลุ่มตัวอย่าง
           กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย-หญิง
อายุระหว่าง 5-6 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ)แขวงบางหว้าเขตภาษีเจริญกรุงเทพมหานครสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครซึ่งได้มาจากการส่ม 2 ขั้นตอนดังนี้
1.สุ่มแบบกลุ่ม โดยการจับฉลาก 1 ห้องเรียนจากจำนวน 4 ห้องเรียน
2.สุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากนักเรียนห้องที่สูงได้ในข้อ 1 เพื่อจัดเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน

🌲เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
         1.แผนการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต
         2.แบบสังเกตพฤติกรรมความสุข

🌲การดำเนินการวิจัย
         1. สร้างความคุ้นเคยกับเด็ก และจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเป็นเวลา 1 สัปดาห์
         2. ทดลองก่อนการจัดกิจกรรม
         3. ดำเนินการแผนการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตในช่วงเวลา 9.00-9.40 น. ทุกวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี เป็นเวลา 8 สัปดาห์
        4. ดำเนินการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต และสังเกตพฤติกรรมเด็ก
        5. เมื่อจัดกิจกรรมเสร็จ แปรพฤติกรรมเด็กเป็นคะแนน และบันทึกลงในแบบสังเกตพฤติกรรม ความสุขของเด็กปฐมวัย ที่ได้จัดทำขึ้นเป็นเวลา 8 สัปดาห์
        6. ข้อมูลที่ได้ตลอด 8 สัปดาห์ มาวิเคราะห์ วิธีทางสถิติ



🌲การวิเคราะห์ข้อมูล
ในการศึกษาการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
        1. วิเคราะห์หาสถิติพื้นฐานของพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัย
        2. เปรียบเทียบความแตกระหว่างคะแนนพฤติกรรมความสุขก่อน และหลัง โดยใช้สูตร t-test dependent
สถิติที่ใช้






🌲สรุปการวิจัย
            1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต มีพฤติกรรมความสุขโดยรวม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองซึ่งมีสถิติที่ระดับ .05
            2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต มีพฤติกรรมความสุข ด้านสนุกสนานกับประสบการณ์แห่งความสุข ด้านเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับความสุข ด้านเสริมสร้างทักษะทางสังคม สำหรับความสัมพันธ์ที่มีความสุข เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับการสังเกตพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยขณะร่วมกิจกรรมที่ครูบันทึกไว้

🌲ข้อเสนอแนะ
          1. การจัดทำแผนภาพกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต ที่แสดงออกถึงพฤติกรรมความสุขมาติดในห้องเรียน ให้อยู่ในระดับสายตา เป็นสื่อที่ดีให้เด็กเข้าไปศึกษาเพิ่มเติม
          2. การใช้คำพูดที่เป็นรูปมาทำมากกว่าเป็นนามธรรม
          3. ผู้สอนต้องสร้างบรรยากาศ ที่มีคุณค่าเป็นพื้นฐาน เป็นการสนับสนุนให้เด็กพัฒนาพฤติกรรมความสุข ให้มากที่สุด
         4. ครูผู้สอนสามารถนำแผนการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการจัดกิจกรรมหลักในแต่ละวันได้

🌲ภาคผนวก
       1. กิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับคุณค่าเพื่อชีวิต เช่น การร้องเพลง การเล่นเกม
       2. แบบสังเกตพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัย

🌲สะท้อนองความรู้
สะท้อนองค์ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาวิจัย
          1.ได้เรียนรู้ในเรื่องของการศึกษาวิจัยที่ละเอียดมากขึ้น
          2.ได้ทราบถึงกระบวนการในการทำวิจัยตั้งแต่เริ่มต้น
          3.สามารถนำแนวทางในการจัดกิจกรรมของการวิจัยเรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้





🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌻 🌼 🌼 🌼 🌻 🌼 🌼 🌻 🌼



บันทึกอนุทินครั้งที่ 9


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9🌻
วันที่ 6 เดือนมีนาคม 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



😆เรื่องราวในวันนี้😆

             💜💜💜 คาบนี้อาจารย์ได้นัดสอบกลางภาค ซึ่งเป็นการสอบนอกตาราง การสอบครั้งนีัเป็นการสอบรวมกันของนักศึกทั้ง 2 เซก เมื่อทำข้อสอบเสร็จเรียบร้อย อาจารย์ได้ให้ทำการตรวจด้วยตนเองและทราบคะแนนสอบทันที




💙 💚 💙 💚 💙 💚 💙 💚 💙 💚 💙  💚 💙 💚

บันทึกอนุทินครั้งที่ 8


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8🌻
วันที่ 28 เดือนกุมภาพันธ์ 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



วันนี้ไม่มีการจัดการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นสัปดาห์สอบกลางภาคที่ 2




🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻 🌻🌲 🌻 🌲 🌻 🌲






บันทึกอนุทินครั้งที่ 6


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6🌻
วันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง




🐱เรื่องราวในวันนี้🐱


      💛 คาบนี้อาจารย์ได้ให้นักศึกษานำเสนอบทความเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กปฐมวัย และได้มอบหมายงานให้สรุปบันทึกบทความของเพื่อนที่ตนเองชื่นชอบ 5 บทความ ซึ่งบทความที่เพื่อนๆได้นำมาเสนอวันนี้ล้วนน่าสนใจกันทุกคน แต่ในส่วนที่ฉันชื่นชอบมากที่สุดมี 5 บทความดังนี้

 🐥1.บทความเรื่องการหากิจกรรมเพื่อปรับลูกงี่เง่าเอาแต่ใจ
🌻 นำเสนอโดย:  เกษ นางสาวสุนิษา ติงสะ
               กิจกรรมดีๆ ที่พ่อและแม่สามารถเอาไปทำร่วมกับลูกเพื่อปรับพฤติกรรมได้ มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือมันต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องพอสมควร
            – พาลูกเล่นกีฬาแบบทีม ยิ่งถ้าได้เล่นกับเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันด้วยก็ยิ่งดี แต่ถ้าในระแวกบ้านไม่มีเด็กคนอื่นๆ ก็ไม่เป็นไร สามารถเล่นกับพ่อแม่ได้ กีฬาแบบทีมจะทำให้ลูกได้เห็นความสำคัญของคนอื่นบ้าง และเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรได้ดังใจไปทั้งหมด
            – กิจกรรมเก็บออมเพื่อสิ่งของบางอย่าง ถ้าลูกแสดงความต้องการว่าอยากได้ของเล่น หรืออะไรก็ตามที่มีมูลค่าสักหน่อย ให้พ่อแม่สร้างข้อตกลงว่าพ่อแม่จะออกให้ครึ่งหนึ่ง สามในสี่ส่วนก็แล้วแต่ความเหมาะสม แต่ลูกต้องเรียนรู้ที่จะพยายามลงมือทำอะไรบางอย่าง ก่อนจะได้ของที่ต้องการมา
            – ทำกิจกรรมอาสา อันนี้ต้องเลือกแบบที่ลูกสามารถทำได้ด้วย เช่น การเอาขนมไปแบ่งให้กับเด็กผู้ยากไร้ การเอาอาหารไปสัตว์ เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้เขาเห็นคุณค่าของการแบ่งปัน เมื่อไรที่คนๆ หนึ่งสามารถแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมีให้คนอื่นได้ เขาจะเอาแต่ใจน้อยลงและมีความเอื้ออารีย์มากขึ้น
            – เล่นเกมส์ที่ฝึกความมีเหตุผล จะเป็นเกมส์คอมพิวเตอร์ เครื่องเพลย์ หรือจะเป็นบอร์ดเกมส์ก็ได้ทั้งนั้น เกมส์ประเภทนี้จะมีลักษณะเด่นตรงที่ช่วยกระตุ้นต่อมคิดของผู้เล่นได้ ทั้งในแง่ความคิดสร้างสรรค์และการใช้เหตุผล แต่พ่อแม่จะต้องเลือกแบบที่เล่นแล้วรู้สึกสนุก ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป เพื่อให้ลูกสามารถเล่นได้ต่อเนื่อง
            นอกจากกิจกรรมเหล่านี้ พ่อแม่ก็ต้องปรับพฤติกรรมของลูกระหว่างที่ใช้ชีวิตประจำวันไปด้วย อย่าละเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ใช้การพูดคุยทำความเข้าใจแทนการตัดปัญหา มันอาจจะดูยุ่งยากไปหน่อยหากเทียบกับการกระทำที่ผ่านมา แต่มันให้ผลลัพธ์คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอน


🐱 2 . บทความเรื่อง พฤติกรรมก้าวร้าวเด็กปฐมวัย🐱
 🌻 นำเสนอโดย กี้ นางสาวพัชรี พละศักดิ์
            การแสดงความก้าวร้าวของเด็กเล็กอาจเกิดขึ้นได้ เช่น พูดจาหยาบคาย ต่อว่า ไม่เคารพผู้อื่น ทุบตี หยิก กัด ผลัก ขว้างปา ทำลายสิ่งของหรืออาจรุนแรงถึงขั้นทารุณกรรมสิ่งมีชีวิตให้บาดเจ็บหรือล้มตาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการฝึกเด็กให้ละเมิดสิทธิผู้อื่นจนเกิดความเสียหาย ทางร่างกาย ทรัพย์สิน หรือทำให้ผู้อื่นกระทบกระเทือนจิตใจ
            ทั้งนี้ ความก้าวร้าว อาละวาดง่ายในเด็กอายุ 2 - 5 ปีอาจเกิดขึ้นได้เพราะยังเป็นวัยที่ขาดการควบคุมอารมณ์ตนเอง หรือเด็กบางคนมีพื้นเพทางอารมณ์เป็นเด็กเลี้ยงยาก ปรับตัวยาก จึงเกิดความคับข้องใจและแสดงออกโดยการอาละวาดได้บ่อย ซึ่งสาเหตุของความก้าวร้าวอาจมาจาก
        1. สาเหตุทางชีวภาพ อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น พ่อแม่มีอารมณ์ร้าย ดุ ก้าวร้าว ฉุนเฉียวง่าย อาละวาดเก่ง หรือถ้าพบว่าเด็กแสดงออกอย่างก้าวร้าวมาก ๆ และเป็นบ่อย ๆ ควรคำนึงถึงโรคใดโรคหนึ่ง เช่น สมาธิบกพร่อง ไฮเปอร์แอคทีฟ ออทิสติก หรือสมองพิการ
       2. สภาพจิตใจของเด็ก เด็กไม่มีความสุข เศร้า กังวล ขี้ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่คับข้องใจบ่อย ๆ และถูกกดดันเสมอ ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหงุดหงิดและอาจแสดงวาจากิริยาก้าวร้าวได้
       3. การเลี้ยงดูภายในครอบครัว
             - การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแลเด็ก
             - การลงโทษรุนแรง
             - การตามใจและยอมตามเด็กเสมอ
             - การทะเลาะกันภายในครอบครัว
             - การยั่วยุอารมณ์ให้เด็กโกรธ
             - การขาดระเบียบวินัยในชีวิต
             - การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย
             - การสื่อความหมายไม่ชัดเจน ทำให้เด็กสับสน กังวล ไม่รู้จักความผิดที่แน่นอน
       4. จากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม เด็กที่ดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิดีโอ ที่แสดงออกถึงความก้าวร้าวรุนแรง ไม่มีกิจกรรมอื่นที่เป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อคลายเครียด เมื่อถูกเร้าให้เกิดความเครียดส่วนใหญ่ก็มักจะแสดงออกเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว ได้ง่าย
          นอกจากนี้ข่าวสารต่าง ๆ ปัญหาความเครียดในสังคม ท่าที ทัศนคติของเพื่อน คุณครู ฯลฯ ล้วนก่อให้เกิดความเครียดหรือเป็นแบบอย่างของความก้าวร้าวได้ทั้งสิ้น และเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ตลอดจนผู้เลี้ยงดูในการช่วยเหลือปรับพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็กให้ดีขึ้นได้




👱3. บทความเรื่อง พฤติกรรมเลียนแบบของลูก ควรดูแลอย่างใกล้ชิด 👱
🌻 นำเสนอโดย: เพลง นางสาววิลาสินี แสงระยับ
         พฤติกรรมเลียนแบบ ในวัยเด็ก
          คุณพ่อคุณแม่เคยเห็นลูกชอบเอาลิปสติคคุณแม่มาทาปาก และเอารองเท้าคุณแม่หรือคุณพ่อมาใส่เดิน พร้อมทั้งพูดจาแปลกๆ และบางครั้งอาจเป็นคำพูดที่คุณพ่อคุณแม่เคยพูดอยู่บ่อยๆ ใช่มั๊ยคะ พอเห็นลูกทำแบบนี้ทีไรก็อดหัวเราะในความน่ารักไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของลูกไม่ได้ แต่ทราบหรือไม่คะ ว่านี่ คือ จุดเริ่มต้นของพฤติกรรมเลียนแบบ
        พฤติกรรมเลียนแบบ จากผู้ใหญ่
          เด็กๆ จะมีพฤติกรรมการเลียนแบบผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบเพื่อนและคนรอบตัว เมื่ออายุประมาณ 2-3ขวบ ซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบนี้ มีตั้งแต่การเลียนแบบการพูด ท่าทางต่างๆ การเล่น การกิน และทุกๆอย่าง เด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี และในวัย 4ขวบขึ้นไปเป็นวัยที่เค้าเริ่มมีสังคมแบบเพื่อน อยู่กันเป็นกลุ่มๆในโรงเรียน และมักจะเลียนแบบเพื่อนโดยเฉพาะอะไรใหม่ๆ เด็กมักอยากลองทำตามเพื่อน เห็นเพื่อนทำอะไรก็อยากทำบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมหรือทางอารมณ์
        พฤติกรรมเลียนแบบ จากการดูทีวี
         พฤติกรรมเลียนแบบในบางครั้งมาจากการดูทีวีของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกรายการที่เหมาะสมให้ลูกดู รายการทีวีบางรายการ มีการใช้ภาษาและภาพที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก เด็กอาจจะลอกเลียนแบบได้เพราะเค้ายังไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด  ดังนั้น ถ้าลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดี ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าห่วง แต่ถ้าลูกเลียนแบบสิ่งไม่ดีคุณพ่อคุณแม่ต้องรีบแก้ไข
          คำพูดที่ว่า “เด็ก คือกระจกเงาของผู้ใหญ่”   นั้น พฤติกรรมของผู้ใหญ่มีผลกับเด็กอย่างมาก หากผู้ใหญ่ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เด็กก็จะซึมซับและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น และแสดงออกมาอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้น หากต้องการให้ลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดี คุณพ่อคุณแม่เองจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย



🍑4. บทความเรื่อง เลี้ยงลูกอย่างไร ได้ลูกอย่างนั้นเด็กเอาแต่ใจ 🍑
🌻 นำเสนอโดย กานต์ นางสาวนรีกานต์ ธนูทอง
               คือ เด็กที่ทั้งพ่อและแม่ตามใจมากเกินไป เลี้ยงลูกแบบรักลูกมากไป ตามใจจนไร้ขอบเขต พบมากในปัจจุบันที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก เพราะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เมื่อมีเวลาใกล้ชิดก็อยากจะมอบความรักความอบอุ่นให้ โดยการยอมตามที่ลูกขอแทบทุกครั้งไป จนทำให้ขาดระเบียบวินัย ขาดความยับยั้งชั่งใจ และขาดการคิดวิเคราะห์ถึงเหตุและผลของสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ
              การเลี้ยงดูเช่นนี้จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว รอคอยไม่เป็น อารมณ์ไม่มั่นคง ก้าวร้าว ไม่เห็นใจคนอื่นที่ต่ำกว่า เก็บกด ปรับตัวได้ไม่ดี ต้องพึ่งผู้อื่นโดยเฉพาะพ่อแม่ตลอด และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และมีปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น

เด็กดื้อ
          คือ เด็กที่พ่อและแม่มีกฎระเบียบไม่ตรงกัน บางครั้งเข้มงวดมาก บางครั้งตามใจมาก บางครั้งปล่อยปละละเลย หรือพ่อและแม่มีแนวการสอนลูกคนละแบบหรือขัดแย้งกัน จนทำให้มีการเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกบ่อย ๆ ทำให้ลูกไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าถึงผลแห่งการกระทำของตัวเอง ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด รวมไปถึงการที่พ่อแม่ขาดการพูดคุย และทำความเข้าใจต่อกฎระเบียบต่าง ๆ ทำให้ลูกมีความรู้สึกต่อต้านและอยากที่จะขัดคำสั่งพ่อแม่ตลอดเวลา
           การเลี้ยงลูกในลักษณะนี้จะทำให้ลูกเกิดความสับสน ขาดวินัย รักสบาย และขาดความยับยั้งชั่งใจ เนื่องจากจะปรับตัวเองตามลักษณะอารมณ์ของพ่อแม่ แต่ไม่ได้เรียนรู้ถึงเหตุและผลของสิ่งที่ควร ไม่ควรอย่างถ่องแท้ โดยในระยะแรก ลูกจะแสดงออกด้วยการเป็นเด็กดีเพื่อให้พ่อแม่พอใจ แต่พอนานวันเข้าก็จะกลายเป็นความเคยชิน และไม่ใส่ใจต่อคำสั่งใด ๆ ที่เกิดขึ้น
เด็กเก็บกด
             คือ เด็กที่พ่อแม่ใช้กฎระเบียบควบคุมมากเกินไป จนลูกไม่กล้าคิดหรือทำสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง ต้องรอให้พ่อแม่ออกคำสั่งตลอดเวลา การเลี้ยงลูกแบบนี้พ่อแม่อาจรู้สึกว่าทำให้เลี้ยงลูกได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะส่งผลต่อพฤติกรรมและระบบความคิดของลูกในระยะยาว

เด็กที่ถูกเลี้ยงดูแบบนี้จะเกิดความเครียด เก็บกด มีพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก และอาจเป็นเด็กเจ้าเล่ห์ในอนาคต หรืออาจเป็นเด็กก้าวร้าวจากการสะสมอารมณ์เก็บกดนั้น ๆ และไประบายออกในวิธีที่ไม่ถูกต้อง
เด็กดี
           คือ เด็กที่ได้รับความรัก และความเข้าใจจากพ่อแม่ ส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการที่น่ารักสมวัย และมีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้เป็นอย่างดี พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสทางความคิด และให้ลูกได้ทำและตัดสินใจในสิ่งที่เขาสนใจ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง ส่งผลให้เขาเติบโตทางความคิด และเป็นบุคคลที่ดีมีคุณภาพในสังคมต่อไป


🌲5. บทความเรื่อง ลูกชอบเล่นคนเดียว ไม่เข้าสังคม ทำอย่างไรดี 🌲
🌻นำเสนอโดย เมย์ นางสาวสุพิชญา ถุงวิชา
1. หาสาเหตุแล้วแก้ให้ถูกจุด
          การที่เด็กไม่ยอมเล่นกับเพื่อน ๆ อาจจะมีปัญหากับบางสถานการณ์ เช่น เคยถูกเพื่อนล้อเลียนหรือรังแก หรือขาดความมั่นใจในการทำกิจกรรม เช่น กลัวจะเล่นไม่ได้ หรือเป็นกิจกรรมที่เด็กเคยเล่นแล้วจึงไม่อยากเล่นอีก ซึ่งเมื่อทราบสาเหตุคุณพ่อคุณแม่และคุณครู ต้องให้คำแนะนำกับเด็กเพื่อปรับความเข้าใจ และแก้ไขเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กเกิดความคับข้องใจ คอยดูแลเอาใจใส่เวลาเด็กทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง
2. เด็กชินกับการเล่นคนเดียว
            อาจเป็นความเคยชินจากการที่ผู้เลี้ยงดูปล่อยให้เล่นคนเดียวเสมอ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ควรปล่อยให้เล่นไปก่อนสักระยะหนึ่ง แล้วจึงค่อยชวนให้เด็กลองเล่นกับเพื่อน ๆ ดู อาจใช้คำพูดโน้มน้าวใจให้เกิดความสนใจที่จะเล่นกับเพื่อน ๆ เช่น "ถ้าเด็กต่อบล็อกไม้อยู่ ก็อาจจะบอกให้เด็กลองไปต่อบล็อกไม้กับเพื่อน ๆ เพราะช่วยกันหลายคนจะได้ช่วยกันสร้างเมืองให้ใหญ่ ๆ"  ซึ่งเป็นการชี้ให้เด็กเห็นถึงข้อดีของการเล่นกับเพื่อนและการทำงานร่วมกับผู้อื่น
3. พาลูกไปร่วมกิจกรรมกับเด็กคนอื่นบ่อย ๆ
            เด็กบางคนถูกเลี้ยงมาท่ามกลางพี่ ๆ หรือเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน เมื่อต้องมาอยู่กับเพื่อนวัยเดียวกันก็รู้สึกไม่คุ้นเคย ทำให้ปรับตัวไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้พบปะกับคนทุกเพศทุกวัยเพื่อให้ลูกรู้จักปรับตัวให้ได้ทั้งกับคนที่อายุมากกว่าและน้อยกว่า 
4. คุณพ่อคุณแม่ต้องหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกบ้าง
             ผู้ใหญ่ควรให้ความใส่ใจในการร่วมกิจกรรมกับเด็ก เช่น เล่านิทานให้ฟัง หาเกมมาเล่นด้วย ชวนลูกดูสารคดี หรือนั่งดูการ์ตูนที่ลูกชอบด้วยกัน และถือโอกาสสอดแทรกคำสอนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ การที่ลูกได้ทำกิจกรรมร่วมกับสมาชิกในบ้าน เป็นการสนับสนุนให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะช่วยให้เขากล้าเข้าสังคมมากขึ้น
5. ปรึกษาแพทย์และนักจิตวิทยาเด็ก
             หากคุณพ่อคุณแม่และคุณครูลองทุกวิธีแล้ว จนเด็กอายุประมาณ 3 ขวบครึ่งแล้ว เด็กยังคงขี้อายมาก ๆ และไม่ยอมเล่นกับเพื่อน ๆ ไม่เข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ควรพาเด็กไปพบจิตแพทย์หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เพราะเด็กอาจมีปัญหาอื่น ๆ ด้านพัฒนาการ ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
               การส่งเสริมให้เด็กได้รู้การปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน ๆ คุณพ่อคุณแม่และคุณครูไม่ควรรีบเร่งมากจนเกินไป ควรให้โอกาสเด็กสักระยะ และให้เวลาเขาทำความคุ้นเคยกับสถานการณ์ใหม่ ๆ การให้กำลังใจด้วยความเข้าใจในสิ่งที่เด็กเป็น จะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจและพร้อมที่จะเรียนรู้สู่การเข้าสังคมอย่างมั่นใจ







🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻 🌲 🌻







บันทึกอนุทินครั้งที่ 5


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5🌻
วันที่ 7 เดือนกุมภาพันธ์ 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง




😝เรื่องราวในวันนี้😝

       💚 คาบนี้อาจารย์ได้สอนเนื้อหาในหัวข้อเรื่อง วิธีการศึกษาพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

          💙💙💙  วิธีการศึกษาพฤติกรรม คือ วิธีการที่ถูกนำมาใช้ในการแสวงหาความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรม จะนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแสวงหาความรู้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ กำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและ สรุปผล

🍑 1. การทดลอง เหตุการณ์ที่เป็นเหตุเรียกว่าตัวแปรอิสระ
การที่เป็นผมเรียกว่าตัวแปรตาม
การปฏิบัติต่อตัวแปรอิสระเรียกว่าการจัดกระทำ
การทดลองมี 2 ลักษณะ
             1 การทดลองในห้องปฏิบัติการ
             2 การทดลองภาคสนาม
ซึ่งในการทดลองแต่ละครั้งต้องคำนึงถึงการทำซ้ำเสมอ

 🍑 2. การสำรวจ : การสำรวจจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่มีทั้งความเชื่อถือได้ ความเที่ยงตรง รวมทั้งกลุ่มตัวอย่าง

 🍑 3. วิธีตรวจสอบจิตตนเอง : หมายถึง บุคคลสังเกตตนเองหรือสำรวจตนเองโดยให้บุคคลพิจารณาความรู้สึกของตนเองและรายงานถึงสาเหตุและความรู้สึกของตนเองออกมา

🍑 4. วิธีการทางคลินิก : ใช้ข้อมูลหลายอย่างเพื่อให้ได้ข้อมูลหลายๆด้าน ไม่ใช่ระยะเวลานาน วิธีการเก็บข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีต ชีวประวัติ ความสัมพันธ์ครอบครัว โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น การทดสอบทางจิตวิทยา การสัมภาษณ์ การศึกษารายกรณีเป็นต้น

🍑 5. การสังเกตอย่างมีระบบ : นิยามพฤติกรรมที่จะสังเกตให้ชัดเจนและวัดได้ เรียกว่านิยามปฏิบัติการ ผู้สังเกตจะต้องมีความรู้ความชำนาญอย่างมาก ปัจจัยเครื่องมือบันทึก เช่น เครื่องบันทึกเสียง การถ่ายภาพ

🍑 6. การใช้แบบสอบถาม : เหมาะสำหรับใช้กับบุคคลที่มีจำนวนมากๆ สอบถามพี่ชายต้องเป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพ มีความเชื่อมั่นได้ มาตรวัดในสิ่งที่เราต้องการจะวัด เมื่อรวบรวมข้อมูลแล้ว ก็ใช้วิธีการทางสถิติในการวิจัยคำตอบออกมา

🍑 7. การทดสอบทางจิตวิทยา : เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดลักษณะพฤติกรรมที่แอบแฝงอยู่ภายในตัวบุคคล เรื่องพยายามปกปิดซ่อนเอาไว้ โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม




🌲วิธีการในการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย🌲
การศึกษาแบบธรรมชาติ แบ่งเป็น 2 เกณฑ์
1. เกณฑ์ระบบ แบ่งเป็น 2 ประเภท
             1.1 การสังเกตแบบธรรมชาติ เก็บข้อมูลพฤติกรรมเด็กในสถานการณ์จริง เป็นวิธีที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงพฤติกรรมอย่างเต็มที่
             1.2 การสังเกตแบบมีโครงสร้าง มีการวางโครงสร้างที่แน่นอน สามารถกำหนดสถานการณ์เพื่อศึกษาพฤติกรรมเด็ก
2. เกณฑ์บุคคล แบ่งเป็น 2 ประเภท
             2.1 การสังเกตโดยเข้าร่วม คือ ผู้สังเกตต้องเข้าไปอยู่ร่วมกับเด็ก มี 2 ลักษณะ ได้แก่ การเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างสมบูรณ์ การเข้าไปมีส่วนร่วมแบบไม่สมบูรณ์
             2.2 การสังเกตโดยไม่เข้าร่วม มี 2 ลักษณะ คือ การสังเกตแบบเป็นทางการ ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวว่าถูกสังเกต รายการสังเกตแบบไม่เป็นทางการ ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว จะได้ข้อมูลที่เป็นธรรมชาติ
2. การรายงานผลตนเอง : ใช้วิธีซักถามผู้สังเกต เป็นการเก็บข้อมูลที่ได้จากทั้งเหตุและผล
3. การศึกษาแบบคลินิก :  วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กเล็ก ที่มีปัญหารุนแรงทางด้านอารมณ์และจิตใจ หรือต้องการศึกษาเรื่องราวอย่างละเอียด โดยใช้วิธีการได้หลากหลาย เช่น การสัมภาษณ์ การศึกษารายกรณี
4. การศึกษาเชิงมนุษย์วิทยา :  ใช้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรม นิยมใช้วิธีการสังเกตเพื่อทำความเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคล

🌲เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกต🌲
1. การบันทึกระเบียนพฤติการณ์
         1.1 เป็นการสังเกตพฤติกรรมโดยตรง
         1.2 บันทึกการทีหลังจากที่เด็กแสดงพฤติกรรม
         1.3 เขียนบันทึกเหตุการณ์เฉพาะสิ่งที่เห็นและได้ยิน
         1.4 จดเวลาเริ่มต้นนับเวลาหยุดของแต่ละพฤติกรรม
2. การบันทึกต่อเนื่อง : เป็นการบันทึกอย่างละเอียด เป็นการบันทึกเหตุการณ์เดียวสั้นๆ
3. การบันทึกแบบสุ่มเวลา : ใช้แบบฟอร์ม มีกำหนดจุดเวลา วิธีการสังเกตโดยการบันทึกความดีของพฤติกรรมจะได้ข้อมูลความเป็นจริงแม่นยำ
มีการบันทึกแบบสุ่มจุดเวลาและแบบสุ่มจดบันทึก
4. การบันทึกส่วนเหตุการณ์ : เก็บข้อมูลโดยการบันทึกจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม
5. แบบตรวจสอบรายการ : จดบันทึกหรือตรวจสอบลำดับพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกมา
6. แบบประเมินค่าหรือมาตรฐานประเมินค่า :  บอกความหมายของคุณภาพของระดับพฤติกรรมของเด็กที่ต้องการประเมิน

🌲เทคนิคการสังเกตพฤติกรรม
1. องค์ประกอบการบันทึกพฤติกรรมเด็ก
        - บรรยายเหตุการณ์สถานที่
        - ความรู้สึกและความคิดเห็น
        - การตีความและแปลความหมาย
2. หลักการบันทึกผลการสังเกต
        คือ คำนึงถึงข้อควรปฏิบัติในการบันทึกอย่างถูกต้องสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้





💚 💛 💚 💛 💚 💛 💚  💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛


บันทึกอนุทินครั้งที่ 4


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4🌻
วันที่ 31 เดือนมกราคม 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛



 😜เรื่องราวในวันนี้😜 


      💜 คาบนี้อาจารย์ได้สอนเนื้อหาในหัวข้อเรื่อง สมรรถนะ 7 ด้าน ของเด็กปฐมวัย โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

     🐷สมรรถนะ🐷 คือ พฤติกรรมที่บ่งชี้ของแต่ละวัยว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง
ตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหวและการทรงตัว การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ความทรงจำ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ

😆ความสำคัญของสมรรถนะ😆
1. ทําให้มีความรู้ความเข้าใจเด็กปฐมวัยมากขึ้น
2. คู่มือช่วยชี้แนะแนวทางในการพัฒนาเด็ก
3. ส่งเสริมวิธีการอบรมเลี้ยงดูให้เด็กมีคุณภาพมากขึ้น
ข้อตกลงเบื้องต้น : ความแตกต่างระหว่างบุคคล

🐼สมรรถนะ 7 ด้าน ประกอบด้วย🐼

💛ด้านที่ 1 การเคลื่อนไหวและสุขภาพ
1.1 การเคลื่อนไหว
1. การเคลื่อนไหวและทรงตัวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่
2. การเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
3. ประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหว
1.2 สุขภาวะทางกาย
1. โภชนาการ
2. สมรรถนะทางกาย
3. ความปลอดภัย
4. การช่วยเหลือและการดูแลตัวเอง

💛ด้านที่ 2 พัฒนาการทางด้านสังคม
1 การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่
2 การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเด็ก
3 พฤติกรรมการปรับตัวด้านสังคม
4 ความเห็นคุณค่าของความแตกต่าง

💛ด้านที่ 3 พัฒนาการทางด้านอารมณ์
1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง
2 การควบคุมอารมณ์ตนเอง
3 สมรรถนะของตนเอง

💛ด้านที่ 4 พัฒนาการด้านการคิดและสติปัญญา
1 ความจำ
2 การสร้างหรือพัฒนาความคิด
3 ตรรกวิทยาและความมีเหตุผล
4 ความคิดอย่างมีวิจารณญาณ
5 ความตั้งใจจดจ่อ
6 การคิดด้านคณิตศาสตร์
7 ความเข้าใจปรากฏการณ์และวิธีแสวงหาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
8 ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว
9 มลภาวะในการรักษาสิ่งแวดล้อม
10 ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ

💛ด้านที่ 5 พัฒนาการด้านภาษา
1 การเข้าใจและการใช้ภาษา
2 การเรียงคําให้เป็นประโยค
3 ด้านความเข้าใจภาษา
4 การสื่อความหมายด้านการพูด
5 การสื่อความหมายด้านท่าทางสัญลักษณ์
6 การอ่าน
7 การเขียน

💛ด้านที่ 6 พัฒนาการด้านคุณธรรมจริยธรรม
1 การมีวินัยในตนเอง
2 การพัฒนาเกี่ยวกับความรู้ผิดชอบชั่วดี

💛ด้านที่ 7 พัฒนาการด้านการสร้างสรรค์
1 ศิลปะการแสดงดนตรีและการเต้นตามดนตรี
2 ศิลปะการแสดง
3 ศิลปะการแสดงทัศนศิลป์

💜แนวทางและหลักในการปฏิบัติต่อเด็ก💜
1 รักเด็กไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
2 เข้าใจกระบวนการและพัฒนาการตามวัยของเด็ก
3 เป็นแบบอย่างที่ดีที่ชวนเด็กให้เข้าใจรู้จักตนเองและสิ่งแวดล้อม
4 เข้าใจความแตกต่างของบุคคล สังเกตพฤติกรรมเด็กต่อเนื่อง
5 รักสนุกให้เด็กแสดงความคิดเห็นมีจินตนาการสร้างสื่อ
6 สร้างเครือข่ายผู้ปกครองครูและชุมชน
7 คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดกับเด็กเป็นสำคัญ




💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛 💚 💛 💚 



บันทึกอนุทินครั้งที่ 3


🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3🌻
วันที่ 24 เดือนมกราคม 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜





😆เรื่องราวในวันนี้😆


     🌻🌻🌻 คาบนี้อาจารย์ได้สอนเนื้อหาในหัวข้อเรื่อง พัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยสรุปได้ดังนี้

💜พัฒนาการเด็กปฐมวัย
1.พัฒนาการผิดปกติ
- ถ้าพบเร็วสามารถแก้ไขได้เร็วกลับมามีพัฒนาการปกติได้
2.พัฒนาการปกติ
- ส่งเสริมให้มีพัฒนาการให้เต็มที่

💜อนามัย 49


😉พัฒนาการแต่ละช่วงวัย😉
🍍แรกเกิด🍍
- มองหน้าสบตา
1-2 เดือน
-สนใจฟังและมองหาเสียง
-ทำเสียงอูอาตอบโต้ได้
-ชันคอในท่าคว่ำ

🍓3-4 เดือน🍓
- หันหาเสียง
- หัวเราะได้
- ส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบ
-มองตามจากด้านหนึ่งไปจนสุดด้านหนึ่ง
-ท่าคว่ำใช้แขนยันชูคอตั้ง 90 องศา

🍑5-6 เดือน🍑
- หันตามเสียงเรียกชื่อ
- คว้าของมือเดียวและเปลี่ยนมือถือของได้

🍏7-8 เดือน🍏
- ทำเสียงพยางค์เดียว
- มองตามหาของที่มันตก
- นั่งทรงตัวได้โดยไม่ต้องใช้มือยัน

🍋9-10 เดือน🍋
- เล่นจ๊ะเอ๋
- ใช้ท่าทางหรือชี้บอกตามความต้องการ
- ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือหยิบของ
- เกาะยืน

🍎11-12 เดือน🍅
- เลียนแบบท่าทาง
- ยืนได้เองชั่วครู่ หรือตั้งไข่

🍆13-15 เดือน🍆
- ทำตามคำบอกง่ายๆ
- สามารถพูดคำที่มีความหมายได้ 2-3 คำ
- เดินได้เอง

🍉16-18 เดือน🍉
- รู้จักปฏิเสธ
- ทำตามคำสั่งชี้อวัยวะได้ 1-2 ส่วน
- วางของซ้อนกันได้ 1-2 ชิ้น



🍑19-24 เดือน🍑
- พูด 2 คำต่อกันอย่างมีความหมาย
- เปิดหนังสือได้ทีละหน้า

🍇25-30 เดือน🍇
- สนทนาโต้ตอบเป็นประโยคสั้นๆ
- เด็กลากเส้นเป็นวงได้

🍈31-36 เดือน🍈
- รู้จักรอคอย
- บอกชื่อตนเองได้
- เข้าใจเพศชายหญิง

🍊37-48 เดือน🍊
- เริ่มบอกสีได้อย่างน้อย 1 สี
- เขียนวงกลมตามแบบ
- พูดหรือเล่าเรื่องให้คนอื่นเข้าใจ

🍒49-60 เดือน🍒
- เข้าใจและอธิายเหตุผลต่างๆได้
- นับและรู้จักจำนวน 1-5
- บอกสีได้อย่างน้อย 4 สี
- วาดรูปคนอย่างง่ายๆ

🌽61-72 เดือน🌽
- รู้จักซ้ายขวา บนล่าง หน้าหลัง
- รู้จักจำนวน 1-10
- วาดรูปสามเหลี่ยมได้




💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛 💜 💛


บันทึกอนุทินครั้งที่ 16

🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 16🌻 วันที่ 24 เดือนเมษายน 2563 เวลาเรียน 08.30 - 12.30 น อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด ...