🌻บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6🌻
วันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ 2563
เวลาเรียน 08.30 - 12.30 น
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต. กฤตธ์ ตุ๊หมาด

🐱เรื่องราวในวันนี้🐱
🐥1.บทความเรื่องการหากิจกรรมเพื่อปรับลูกงี่เง่าเอาแต่ใจ
🌻 นำเสนอโดย: เกษ นางสาวสุนิษา ติงสะ
🌻 นำเสนอโดย: เกษ นางสาวสุนิษา ติงสะ
กิจกรรมดีๆ ที่พ่อและแม่สามารถเอาไปทำร่วมกับลูกเพื่อปรับพฤติกรรมได้ มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือมันต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องพอสมควร
– พาลูกเล่นกีฬาแบบทีม ยิ่งถ้าได้เล่นกับเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันด้วยก็ยิ่งดี แต่ถ้าในระแวกบ้านไม่มีเด็กคนอื่นๆ ก็ไม่เป็นไร สามารถเล่นกับพ่อแม่ได้ กีฬาแบบทีมจะทำให้ลูกได้เห็นความสำคัญของคนอื่นบ้าง และเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรได้ดังใจไปทั้งหมด
– กิจกรรมเก็บออมเพื่อสิ่งของบางอย่าง ถ้าลูกแสดงความต้องการว่าอยากได้ของเล่น หรืออะไรก็ตามที่มีมูลค่าสักหน่อย ให้พ่อแม่สร้างข้อตกลงว่าพ่อแม่จะออกให้ครึ่งหนึ่ง สามในสี่ส่วนก็แล้วแต่ความเหมาะสม แต่ลูกต้องเรียนรู้ที่จะพยายามลงมือทำอะไรบางอย่าง ก่อนจะได้ของที่ต้องการมา
– ทำกิจกรรมอาสา อันนี้ต้องเลือกแบบที่ลูกสามารถทำได้ด้วย เช่น การเอาขนมไปแบ่งให้กับเด็กผู้ยากไร้ การเอาอาหารไปสัตว์ เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้เขาเห็นคุณค่าของการแบ่งปัน เมื่อไรที่คนๆ หนึ่งสามารถแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมีให้คนอื่นได้ เขาจะเอาแต่ใจน้อยลงและมีความเอื้ออารีย์มากขึ้น
– เล่นเกมส์ที่ฝึกความมีเหตุผล จะเป็นเกมส์คอมพิวเตอร์ เครื่องเพลย์ หรือจะเป็นบอร์ดเกมส์ก็ได้ทั้งนั้น เกมส์ประเภทนี้จะมีลักษณะเด่นตรงที่ช่วยกระตุ้นต่อมคิดของผู้เล่นได้ ทั้งในแง่ความคิดสร้างสรรค์และการใช้เหตุผล แต่พ่อแม่จะต้องเลือกแบบที่เล่นแล้วรู้สึกสนุก ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป เพื่อให้ลูกสามารถเล่นได้ต่อเนื่อง
นอกจากกิจกรรมเหล่านี้ พ่อแม่ก็ต้องปรับพฤติกรรมของลูกระหว่างที่ใช้ชีวิตประจำวันไปด้วย อย่าละเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ใช้การพูดคุยทำความเข้าใจแทนการตัดปัญหา มันอาจจะดูยุ่งยากไปหน่อยหากเทียบกับการกระทำที่ผ่านมา แต่มันให้ผลลัพธ์คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอน
🐱 2 . บทความเรื่อง พฤติกรรมก้าวร้าวเด็กปฐมวัย🐱
🌻 นำเสนอโดย กี้ นางสาวพัชรี พละศักดิ์
การแสดงความก้าวร้าวของเด็กเล็กอาจเกิดขึ้นได้ เช่น พูดจาหยาบคาย ต่อว่า ไม่เคารพผู้อื่น ทุบตี หยิก กัด ผลัก ขว้างปา ทำลายสิ่งของหรืออาจรุนแรงถึงขั้นทารุณกรรมสิ่งมีชีวิตให้บาดเจ็บหรือล้มตาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการฝึกเด็กให้ละเมิดสิทธิผู้อื่นจนเกิดความเสียหาย ทางร่างกาย ทรัพย์สิน หรือทำให้ผู้อื่นกระทบกระเทือนจิตใจ🌻 นำเสนอโดย กี้ นางสาวพัชรี พละศักดิ์
ทั้งนี้ ความก้าวร้าว อาละวาดง่ายในเด็กอายุ 2 - 5 ปีอาจเกิดขึ้นได้เพราะยังเป็นวัยที่ขาดการควบคุมอารมณ์ตนเอง หรือเด็กบางคนมีพื้นเพทางอารมณ์เป็นเด็กเลี้ยงยาก ปรับตัวยาก จึงเกิดความคับข้องใจและแสดงออกโดยการอาละวาดได้บ่อย ซึ่งสาเหตุของความก้าวร้าวอาจมาจาก
1. สาเหตุทางชีวภาพ อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น พ่อแม่มีอารมณ์ร้าย ดุ ก้าวร้าว ฉุนเฉียวง่าย อาละวาดเก่ง หรือถ้าพบว่าเด็กแสดงออกอย่างก้าวร้าวมาก ๆ และเป็นบ่อย ๆ ควรคำนึงถึงโรคใดโรคหนึ่ง เช่น สมาธิบกพร่อง ไฮเปอร์แอคทีฟ ออทิสติก หรือสมองพิการ
2. สภาพจิตใจของเด็ก เด็กไม่มีความสุข เศร้า กังวล ขี้ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่คับข้องใจบ่อย ๆ และถูกกดดันเสมอ ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหงุดหงิดและอาจแสดงวาจากิริยาก้าวร้าวได้
3. การเลี้ยงดูภายในครอบครัว
3. การเลี้ยงดูภายในครอบครัว
- การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแลเด็ก
- การลงโทษรุนแรง
- การตามใจและยอมตามเด็กเสมอ
- การทะเลาะกันภายในครอบครัว
- การยั่วยุอารมณ์ให้เด็กโกรธ
- การขาดระเบียบวินัยในชีวิต
- การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย
- การสื่อความหมายไม่ชัดเจน ทำให้เด็กสับสน กังวล ไม่รู้จักความผิดที่แน่นอน
4. จากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม เด็กที่ดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิดีโอ ที่แสดงออกถึงความก้าวร้าวรุนแรง ไม่มีกิจกรรมอื่นที่เป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อคลายเครียด เมื่อถูกเร้าให้เกิดความเครียดส่วนใหญ่ก็มักจะแสดงออกเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว ได้ง่าย
นอกจากนี้ข่าวสารต่าง ๆ ปัญหาความเครียดในสังคม ท่าที ทัศนคติของเพื่อน คุณครู ฯลฯ ล้วนก่อให้เกิดความเครียดหรือเป็นแบบอย่างของความก้าวร้าวได้ทั้งสิ้น และเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ตลอดจนผู้เลี้ยงดูในการช่วยเหลือปรับพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็กให้ดีขึ้นได้
👱3. บทความเรื่อง พฤติกรรมเลียนแบบของลูก ควรดูแลอย่างใกล้ชิด 👱
🌻 นำเสนอโดย: เพลง นางสาววิลาสินี แสงระยับ
🌻 นำเสนอโดย: เพลง นางสาววิลาสินี แสงระยับ
พฤติกรรมเลียนแบบ ในวัยเด็ก
คุณพ่อคุณแม่เคยเห็นลูกชอบเอาลิปสติคคุณแม่มาทาปาก และเอารองเท้าคุณแม่หรือคุณพ่อมาใส่เดิน พร้อมทั้งพูดจาแปลกๆ และบางครั้งอาจเป็นคำพูดที่คุณพ่อคุณแม่เคยพูดอยู่บ่อยๆ ใช่มั๊ยคะ พอเห็นลูกทำแบบนี้ทีไรก็อดหัวเราะในความน่ารักไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของลูกไม่ได้ แต่ทราบหรือไม่คะ ว่านี่ คือ จุดเริ่มต้นของพฤติกรรมเลียนแบบ
พฤติกรรมเลียนแบบ จากผู้ใหญ่
เด็กๆ จะมีพฤติกรรมการเลียนแบบผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบเพื่อนและคนรอบตัว เมื่ออายุประมาณ 2-3ขวบ ซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบนี้ มีตั้งแต่การเลียนแบบการพูด ท่าทางต่างๆ การเล่น การกิน และทุกๆอย่าง เด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี และในวัย 4ขวบขึ้นไปเป็นวัยที่เค้าเริ่มมีสังคมแบบเพื่อน อยู่กันเป็นกลุ่มๆในโรงเรียน และมักจะเลียนแบบเพื่อนโดยเฉพาะอะไรใหม่ๆ เด็กมักอยากลองทำตามเพื่อน เห็นเพื่อนทำอะไรก็อยากทำบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมหรือทางอารมณ์
พฤติกรรมเลียนแบบ จากการดูทีวี
พฤติกรรมเลียนแบบในบางครั้งมาจากการดูทีวีของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกรายการที่เหมาะสมให้ลูกดู รายการทีวีบางรายการ มีการใช้ภาษาและภาพที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก เด็กอาจจะลอกเลียนแบบได้เพราะเค้ายังไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด ดังนั้น ถ้าลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดี ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าห่วง แต่ถ้าลูกเลียนแบบสิ่งไม่ดีคุณพ่อคุณแม่ต้องรีบแก้ไข
คำพูดที่ว่า “เด็ก คือกระจกเงาของผู้ใหญ่” นั้น พฤติกรรมของผู้ใหญ่มีผลกับเด็กอย่างมาก หากผู้ใหญ่ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เด็กก็จะซึมซับและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น และแสดงออกมาอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้น หากต้องการให้ลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดี คุณพ่อคุณแม่เองจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย
🍑4. บทความเรื่อง เลี้ยงลูกอย่างไร ได้ลูกอย่างนั้นเด็กเอาแต่ใจ 🍑
🌻 นำเสนอโดย กานต์ นางสาวนรีกานต์ ธนูทอง
คือ เด็กที่ทั้งพ่อและแม่ตามใจมากเกินไป เลี้ยงลูกแบบรักลูกมากไป ตามใจจนไร้ขอบเขต พบมากในปัจจุบันที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก เพราะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เมื่อมีเวลาใกล้ชิดก็อยากจะมอบความรักความอบอุ่นให้ โดยการยอมตามที่ลูกขอแทบทุกครั้งไป จนทำให้ขาดระเบียบวินัย ขาดความยับยั้งชั่งใจ และขาดการคิดวิเคราะห์ถึงเหตุและผลของสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ
การเลี้ยงดูเช่นนี้จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว รอคอยไม่เป็น อารมณ์ไม่มั่นคง ก้าวร้าว ไม่เห็นใจคนอื่นที่ต่ำกว่า เก็บกด ปรับตัวได้ไม่ดี ต้องพึ่งผู้อื่นโดยเฉพาะพ่อแม่ตลอด และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และมีปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น
เด็กดื้อ
คือ เด็กที่พ่อและแม่มีกฎระเบียบไม่ตรงกัน บางครั้งเข้มงวดมาก บางครั้งตามใจมาก บางครั้งปล่อยปละละเลย หรือพ่อและแม่มีแนวการสอนลูกคนละแบบหรือขัดแย้งกัน จนทำให้มีการเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกบ่อย ๆ ทำให้ลูกไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าถึงผลแห่งการกระทำของตัวเอง ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด รวมไปถึงการที่พ่อแม่ขาดการพูดคุย และทำความเข้าใจต่อกฎระเบียบต่าง ๆ ทำให้ลูกมีความรู้สึกต่อต้านและอยากที่จะขัดคำสั่งพ่อแม่ตลอดเวลา
การเลี้ยงลูกในลักษณะนี้จะทำให้ลูกเกิดความสับสน ขาดวินัย รักสบาย และขาดความยับยั้งชั่งใจ เนื่องจากจะปรับตัวเองตามลักษณะอารมณ์ของพ่อแม่ แต่ไม่ได้เรียนรู้ถึงเหตุและผลของสิ่งที่ควร ไม่ควรอย่างถ่องแท้ โดยในระยะแรก ลูกจะแสดงออกด้วยการเป็นเด็กดีเพื่อให้พ่อแม่พอใจ แต่พอนานวันเข้าก็จะกลายเป็นความเคยชิน และไม่ใส่ใจต่อคำสั่งใด ๆ ที่เกิดขึ้น
เด็กเก็บกด
คือ เด็กที่พ่อแม่ใช้กฎระเบียบควบคุมมากเกินไป จนลูกไม่กล้าคิดหรือทำสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง ต้องรอให้พ่อแม่ออกคำสั่งตลอดเวลา การเลี้ยงลูกแบบนี้พ่อแม่อาจรู้สึกว่าทำให้เลี้ยงลูกได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะส่งผลต่อพฤติกรรมและระบบความคิดของลูกในระยะยาว
เด็กที่ถูกเลี้ยงดูแบบนี้จะเกิดความเครียด เก็บกด มีพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก และอาจเป็นเด็กเจ้าเล่ห์ในอนาคต หรืออาจเป็นเด็กก้าวร้าวจากการสะสมอารมณ์เก็บกดนั้น ๆ และไประบายออกในวิธีที่ไม่ถูกต้อง
เด็กดี
คือ เด็กที่ได้รับความรัก และความเข้าใจจากพ่อแม่ ส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการที่น่ารักสมวัย และมีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้เป็นอย่างดี พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสทางความคิด และให้ลูกได้ทำและตัดสินใจในสิ่งที่เขาสนใจ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง ส่งผลให้เขาเติบโตทางความคิด และเป็นบุคคลที่ดีมีคุณภาพในสังคมต่อไป
🌲5. บทความเรื่อง ลูกชอบเล่นคนเดียว ไม่เข้าสังคม ทำอย่างไรดี 🌲
🌻นำเสนอโดย เมย์ นางสาวสุพิชญา ถุงวิชา
🌻นำเสนอโดย เมย์ นางสาวสุพิชญา ถุงวิชา
1. หาสาเหตุแล้วแก้ให้ถูกจุด
การที่เด็กไม่ยอมเล่นกับเพื่อน ๆ อาจจะมีปัญหากับบางสถานการณ์ เช่น เคยถูกเพื่อนล้อเลียนหรือรังแก หรือขาดความมั่นใจในการทำกิจกรรม เช่น กลัวจะเล่นไม่ได้ หรือเป็นกิจกรรมที่เด็กเคยเล่นแล้วจึงไม่อยากเล่นอีก ซึ่งเมื่อทราบสาเหตุคุณพ่อคุณแม่และคุณครู ต้องให้คำแนะนำกับเด็กเพื่อปรับความเข้าใจ และแก้ไขเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กเกิดความคับข้องใจ คอยดูแลเอาใจใส่เวลาเด็กทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง
2. เด็กชินกับการเล่นคนเดียว
อาจเป็นความเคยชินจากการที่ผู้เลี้ยงดูปล่อยให้เล่นคนเดียวเสมอ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ควรปล่อยให้เล่นไปก่อนสักระยะหนึ่ง แล้วจึงค่อยชวนให้เด็กลองเล่นกับเพื่อน ๆ ดู อาจใช้คำพูดโน้มน้าวใจให้เกิดความสนใจที่จะเล่นกับเพื่อน ๆ เช่น "ถ้าเด็กต่อบล็อกไม้อยู่ ก็อาจจะบอกให้เด็กลองไปต่อบล็อกไม้กับเพื่อน ๆ เพราะช่วยกันหลายคนจะได้ช่วยกันสร้างเมืองให้ใหญ่ ๆ" ซึ่งเป็นการชี้ให้เด็กเห็นถึงข้อดีของการเล่นกับเพื่อนและการทำงานร่วมกับผู้อื่น
3. พาลูกไปร่วมกิจกรรมกับเด็กคนอื่นบ่อย ๆ
เด็กบางคนถูกเลี้ยงมาท่ามกลางพี่ ๆ หรือเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน เมื่อต้องมาอยู่กับเพื่อนวัยเดียวกันก็รู้สึกไม่คุ้นเคย ทำให้ปรับตัวไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้พบปะกับคนทุกเพศทุกวัยเพื่อให้ลูกรู้จักปรับตัวให้ได้ทั้งกับคนที่อายุมากกว่าและน้อยกว่า
4. คุณพ่อคุณแม่ต้องหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกบ้าง
ผู้ใหญ่ควรให้ความใส่ใจในการร่วมกิจกรรมกับเด็ก เช่น เล่านิทานให้ฟัง หาเกมมาเล่นด้วย ชวนลูกดูสารคดี หรือนั่งดูการ์ตูนที่ลูกชอบด้วยกัน และถือโอกาสสอดแทรกคำสอนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ การที่ลูกได้ทำกิจกรรมร่วมกับสมาชิกในบ้าน เป็นการสนับสนุนให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะช่วยให้เขากล้าเข้าสังคมมากขึ้น
5. ปรึกษาแพทย์และนักจิตวิทยาเด็ก
หากคุณพ่อคุณแม่และคุณครูลองทุกวิธีแล้ว จนเด็กอายุประมาณ 3 ขวบครึ่งแล้ว เด็กยังคงขี้อายมาก ๆ และไม่ยอมเล่นกับเพื่อน ๆ ไม่เข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ควรพาเด็กไปพบจิตแพทย์หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เพราะเด็กอาจมีปัญหาอื่น ๆ ด้านพัฒนาการ ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
การส่งเสริมให้เด็กได้รู้การปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน ๆ คุณพ่อคุณแม่และคุณครูไม่ควรรีบเร่งมากจนเกินไป ควรให้โอกาสเด็กสักระยะ และให้เวลาเขาทำความคุ้นเคยกับสถานการณ์ใหม่ ๆ การให้กำลังใจด้วยความเข้าใจในสิ่งที่เด็กเป็น จะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจและพร้อมที่จะเรียนรู้สู่การเข้าสังคมอย่างมั่นใจ






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น